"6 ยาชื่อดัง" ที่ถูกคิดค้นเพื่อรักษาโรคหนึ่ง แต่กลับถูกนำไปใช้รักษาอีกอย่าง

"6 ยาชื่อดัง" ที่ถูกคิดค้นเพื่อรักษาโรคหนึ่ง แต่กลับถูกนำไปใช้รักษาอีกอย่าง

"6 ยาชื่อดัง" ที่ถูกคิดค้นเพื่อรักษาโรคหนึ่ง แต่กลับถูกนำไปใช้รักษาอีกอย่าง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

จากความบังเอิญสู่ยาเปลี่ยนโลก! เปิดลิสต์ 6 ตัวยาดังที่ถูกสร้างมาเพื่ออย่างหนึ่ง แต่กลับใช้รักษาอีกอย่าง

เชื่อหรือไม่ว่ายาหลายชนิดที่เราคุ้นหูในปัจจุบัน เช่น ยาลดน้ำหนัก Ozempic หรือยาเสริมสมรรถภาพทางเพศอย่าง Viagra ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ที่ใช้กันอยู่ในตอนนี้ตั้งแต่แรก

ข้อมูลจากงานวิจัยในปี 2012 ระบุว่า ยาที่ได้รับการรับรองจาก FDA ถึง 6% มีจุดเริ่มต้นมาจากความบังเอิญ และนี่คือ 6 ตัวยาที่ถูกเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกลุ่มยา GLP-1 ที่ใช้รักษาเบาหวานและลดน้ำหนัก ซึ่งถูกค้นพบโดย ดร.โจเอล ฮาเบเนอร์ ในปี 1980 ขณะวิเคราะห์ยีนในปลาแองเกลอร์ (Anglerfish) จนนำไปสู่การพัฒนายา Ozempic และ Zepbound ที่นอกจากจะช่วยเรื่องน้ำหนักแล้ว ยังพบว่ามีประโยชน์ต่อโรคไตเรื้อรัง การหยุดหายใจขณะหลับ และการติดสุราอีกด้วย

1. Viagra (ไวอาก้า)

ยาเม็ดสีฟ้าอันโด่งดังนี้เดิมทีบริษัท Pfizer พัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เพื่อใช้รักษาอาการเจ็บหน้าอก (Angina Pectoris) และความดันโลหิตสูง แต่ผลการทดสอบกลับพบว่ามันไม่ได้ช่วยเรื่องหัวใจได้ดีเท่าที่ควร ทว่ากลับมีผลข้างเคียงที่โดดเด่นคือการช่วยให้การแข็งตัวของอวัยวะเพศชายดีขึ้นอย่างไม่คาดฝัน จนได้รับการรับรองให้ใช้รักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในปี 1998

2. Minoxidil (ไมน็อกซิดิล)

ก่อนจะมาเป็นยาลดผมร่วง Minoxidil ถูกพัฒนาขึ้นในปี 1950 เพื่อรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารแต่ไม่สำเร็จ ต่อมาในปี 1979 ได้รับการอนุมัติให้เป็นยาลดความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรง แต่ผู้ป่วยที่ใช้กลับมีผลข้างเคียงคือมีขนและผมงอกขึ้นตามร่างกายอย่างเห็นได้ชัด จนในทศวรรษ 1980 มันจึงถูกปรับปรุงใหม่ให้เป็นยาทาเฉพาะที่สำหรับแก้ปัญหาผมบางในที่สุด

iStockphoto

3. Botox (โบท็อกซ์)

ก่อนที่จะกลายเป็นไอเทมสามัญประจำคลินิกความงาม โบท็อกซ์ได้รับการอนุมัติจาก FDA ครั้งแรกในปี 1989 เพื่อใช้รักษาอาการตาเข กล้ามเนื้อตาตุก และความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนใบหน้า ต่อมาจึงมีการค้นพบว่ามันสามารถลดริ้วรอยได้ และยังใช้รักษาโรคไมเกรนเรื้อรัง รวมถึงภาวะเหงื่อออกมากเกินไปได้อีกด้วย

4. AZT (Zidovudine)

ยา Zidovudine ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปี 1960 เพื่อใช้เป็นยามะเร็งสำหรับทำเคมีบำบัด แต่โครงการต้องถูกพับเก็บไปเนื่องจากไม่สามารถยับยั้งเนื้องอกในหนูทดลองได้ จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์ระบาดของโรคเอดส์ในยุค 80 มันจึงถูกนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่และกลายเป็นยาต้านไวรัส HIV ตัวแรกที่ได้รับการรับรอง

5. Thalidomide (ทาลิโดไมด์)

ยารายนี้มีประวัติที่ค่อนข้างเศร้า ในยุค 50 มันถูกผลิตขึ้นเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับและอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์ แต่กลับส่งผลให้ทารกหลายพันคนเกิดมามีความพิการทางร่างกายอย่างรุนแรงจนต้องถูกถอนออกจากตลาด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมันถูกนำกลับมาใช้อย่างจำกัดภายใต้การดูแลที่เข้มงวดเพื่อรักษาภาวะแทรกซ้อนจากโรคเรื้อน และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด

6. Metformin (เมทฟอร์มิน)

หลายคนรู้จักยาตัวนี้ในฐานะยารักษาโรคเบาหวาน แต่ในอดีตมันเคยถูกใช้เป็นยารักษาโรคมาลาเรียและไข้หวัดใหญ่มาก่อน ปัจจุบันเหล่านักวิทยาศาสตร์กำลังให้ความสนใจศึกษาคุณสมบัติของยาตัวนี้เพิ่มเติม เนื่องจากมีแนวโน้มว่าอาจมีสรรพคุณในการช่วยชะลอวัยได้

สรุปวิวัฒนาการของยารักษาโรค

การค้นพบตัวยาโดยบังเอิญเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมทางการแพทย์ไม่ได้เกิดจากการวางแผนเสมอไป แต่ความช่างสังเกตในผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด นำไปสู่การรักษาชีวิตผู้คนได้ในมิติที่กว้างกว่าเดิม การทำความเข้าใจที่มาของยาเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง

แหล่งอ้างอิง

  1. New York Post
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล